2007/Sep/16

ไม่ได้เข้าห้องเรียนมาตั้งหลายปีแล้ว

อยู่ๆ บริษัทฯก็จ้างอาจารย์มาสอนหนังสือซะอย่างงั้น

การทำแผนกลยุทธุ์ 3 ปีร่วมกับทีมงาน

จากที่คิดว่าแต่แรกว่าคงจะ 'น่าเบื่อ' อย่างยิ่ง

กลับมีอะไรให้ 'รื่นรมย์' ขึ้นมาได้ไม่น่าเชื่อ

เมื่อการนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนสาวๆ ตอนจองที่นั่ง

ถูกอาจารย์จับแยกด้วยการนับเลขแบ่งกลุ่ม

โชคดี...ฉันเรียกมันว่าโชคดี

ที่ทีมเมทของฉัน

คือ หนุ่มหน้าหยก...ผู้จัดการฝ่ายขายคนใหม่ :P

โชคร้าย...ส่วนนี้ฉันเรียกว่าโชคร้าย

เมื่อ 'มดแดง' ที่ยังคงไม่ย่อท้อเจ้าเก่า

ดันหลงมาเป็นก้างในกลุ่มโดยไม่ตั้งใจ "-_-a

เพียงแค่เวิร์คชอปแรก...ฉันก็อดยิ้มไม่ได้

เมื่อวิสัยทัศน์ แนวความคิด

หรือแม้แต่วิธีแสดงความคิดเห็น

ล้วนแล้วแต่น่าปลื้ม น่าชื่นชม

สมกับเป็นคนหนุ่มยุคใหม่แท้ๆ

คนอะไร้...หน้าตาดี เก่ง ฉลาด สมาร์ท

แถมยังใส่นาฬิกายี่ห้อเดียวกันอีก! โฮะๆๆๆ

พรหมลิขิตหรือเปล่านะเนี้ยยยย กร๊ากกกกก

บางทีฉันก็ไม่อยากส่องกระจกเท่าไหร่นัก

เพราะกลัวจะมีคำว่า 'ลำเอียง' พะไว้บนหน้าผากให้เห็น :P

หลังการพรีเซนต์บ้าพลังรอบแรก

ที่คนรอบห้องแซวว่า "น้องหายใจทางผิวหนังหรือคะ"

ฉันหัวเราะร่วน ขณะเดินกลับมาที่โต๊ะ

คนที่นั่งอยู่ก่อนส่งมือมาให้

เปล่า...ไม่ได้รับกลับมานั่งที่

แต่เป็นการ 'เชคแฮนด์' ตามประสาคนรุ่นใหม่

ถ้ามันเป็นหนเดียว...

ฉันก็คงจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรหรอก...

แต่แล้ว...ฉันก็เริ่มไม่ค่อยแน่ใจนัก

ว่าฉันควรจะ 'เริ่มต้น' คิดอะไรเข้าข้างตัวเองได้หรือยัง

เพราะเขาเพียรหันมา Give me Five บ้าง

เช็คแฮนด์บ้าง ดึงสมุดไปดูบ้าง

แถมยังชอบยื่นหน้ามาใกล้

เพื่อดูคำตอบในกระดาษของฉัน

กิริยาที่เห็นชัดจนเพื่อนสนิทที่กลุ่มข้างๆ

ต้องเดินมากระซิบถามทีหลังว่า

...หล่อนหลอกจับมือเค้า หรือเค้าหลอกจับมือหล่อนกันแน่เนี่ย...

ไม่ใช่ว่าอยากบ่ายเบี่ยง

เพียงแต่ว่า...ฉันเองก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน

เพราะจะว่าไปแล้ว...

มือแตะมือโดยไม่ตั้งใจ

ตอนเขายกชาร้อนมาวางให้

ตอนเขาตัก 'ขนมจีบ' มาเผื่อ

แล้วยังจะตอนแย่งจานจากมือฉันไปเก็บนั่นอีก

เหนืออื่นใดทั้งหมด...

คงหนีไม่พ้นตอนที่เขาคว้ากุญแจจากมือคนอื่น

มา 'วาง' ไว้ให้ในมือฉันด้วยตัวเอง

ทั้งหมดนี้...ควรจะหมายความว่ายังไง

เมื่อเห็นได้ชัด...

ว่าเขาไม่ได้ทำแบบนี้กับ 'ทุกคน' ซะหน่อย

ไม่คิด...ว่าจะไม่คิด

ไม่เข้าข้างตัวเอง...ตั้งใจว่าจะทำอย่างนั้น

แต่แหม...บางที...

อาจเพราะคนมันเหงา

อาจเพราะอยู่คนเดียวมานาน

แค่มือแตะมือ...ใจก็ลอยลิบไปกับยิ้มนั้นซะแล้ว

ทำไงดี...ฉันควรจะทำไงดี...


Title : The Way You Make Me Feel

Aritst : Ronan Keating


อินค่ะ อิน ทำไงดี...กรี๊ดดดดดดด

เสียหน้าแล้วมั้ยล่ะ

เชคแฮนด์กับพาร์ทเนอร์หนุ่มหล่อมาเป็นร้อย

ทักทายแก้มชนแก้มกับกลุ่มเพื่อนซี้สุดฮอตมาก็เยอะ

ดันจะมาตกม้าตาย

หวั่นไหวกับแค่โดนปู้จายแตะมือแค่เนี้ย เฮ้อ...

ขอถอนหายใจแรงๆอีกที

เผื่อยิ้มบนหน้า...จะจางลงไปบ้าง ฮิ้วววววววววว

2006/Nov/15

เมื่อวานฝืนกฎเหล็กด้วยความย่ามใจ

กินกาแฟหลังบ่ายสามซะงั้น

แล้วผลก็เป็นอย่างที่เดาได้

...นอนไม่หลับ...

ลุกขึ้นมาเล่นเกมส์ก็แล้ว อ่านหนังสือก็แล้ว

สุดท้ายเลยมานั่งเขียนบล๊อกหน้าที่แล้วแทน

จดเก็บเอาไว้ใช่มั้ย...

ผู้ชายบางคน...เลวได้มากที่สุดขนาดไหนกัน

อัพบล๊อกแล้วก็ยังไม่ง่วง

ขึ้นมานอนฟังเสียงนกร้องจิ๊บๆ

ลมหนาวจางพัดลอดหน้าต่างเข้ามาบ้างแล้ว

กว่าจะเคลิ้มหลับไปได้ก็หกโมงเศษ

จะจำไว้ว่าวันหลัง...

อย่าดูถูกความสามารถของกาแฟเชียว!

ป๊าก็ดีใจหาย คงรู้ว่านอนไม่หลับ

ไม่ปลุก ไม่เรียก ไม่โวยวายสักคำ

ก็เลยตื่นเอาเกือบบ่ายโมงตามประสาวันหยุด

ยังไม่ทันทำอะไรเลย

พาร์ทเนอร์ไต้หวันก็โทร.เข้ามาคอนเฟิร์มเรื่องเทรนนิ่ง

คุยแค่สองนาทีเอง

แต่พอวางสายคนที่บ้านก็เป็นห่วง

...วันหยุดยังจะทำงานอีก...

ปกติแล้วก็คงอาละวาดเหมือนกัน

แต่วันนี้ดีใจที่โดนกวน

เพราะถ้าคุณพาร์ทเนอร์ไม่โทร.มาเตือน

คงลืมไปแล้วว่าพรุ่งนี้ต้องไปรับเทรนเนอร์มาที่ออฟฟิศด้วย - -'

ความจำดีเหลือเกินนะแม่คุณ!

นั่งดู CSI NY จนจบแล้วรีบออกจากบ้าน

เป้าหมายของวันนี้คือพาเพ็ชรไปเข้าสปา

เรื่องของเรื่องคือเมื่อวานไปสวนธนฯ

ไม่รู้ใครปองร้าย

ที่กระโปรงท้ายของเพ็ชรโดนขูดเป็นรอยยาวครึ่งเซนต์

กลุ้มมาก สงสารเพ็ชรด้วย

ปกติแล้วรอยเล็กน้อย Autoglym เคยช่วยได้เสมอ

แต่คราวนี้ 'แผลลึก' เกินเยียวยาจริงๆ

ทางร้านแนะนำให้ติดต่อศูนย์มาสด้าช่วยรักษาให้แทน

...แงๆๆ ขอโทษนะเพ็ชร เจ้ผิดไปแว้วววววววว...

ล้าง + เคลือบน้องเพ็ชรเรียบร้อย

แวะไปแบงค์กรุงเทพฯในโลตัส ตั้งใจไปฝากเงิน

ที่มาของเรื่องก็เป็นเพราะน้องเพ็ชรนี่อีกแหละ

หลังจากพยายามประคองตัวเองมาตลอด

แต่ละเดือนแทบเอาตัวไม่รอด

จนแทบกรอบ ไม่มีเงินช๊อปปิ้งสุรุ่ยสุร่ายอย่างเคย

เมื่อคืนวันศุกร์ ป๊าเลยเอาเงินมายัดใส่มือ

บอกว่าให้เอาไว้ใช้ ไว้ช๊อปปิ้งบ้าง

ไม่วายที่จะปฏิเสธยังไง ก็ไม่มีใครฟัง

ม๊ากับน้องก็บอกให้รับเอาไว้

ไม่ได้เรื่องมากหรือว่าอวดเก่งหรอกนะ

เพียงแต่รู้สึกไม่ค่อยดีกับตัวเองเท่านั้นเอง

จากที่ตั้งใจว่าจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายที่บ้านได้บ้าง

กลับกลายเป็นอีกหนึ่งภาระเสียเอง

ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าสิ่งที่ดีขึ้นกำลังจะเข้ามา

Interview อาทิตย์หน้า คงจะเป็นข่าวดีนะ...ได้โปรด

แปลกดีเหมือนกัน แม้ว่าการมีเพ็ชรในชีวิต

จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากมาย

ต้องเรียนรู้ที่จะลำบาก - อดทนหลายเรื่อง

แต่ถ้าถามว่าเคยเสียใจมั้ย

กลับไม่เคยคิดเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว

ความรู้สึกแบบนี้คงเหมือนตอนที่รักใครคนนั้นล่ะมั้ง

ทำได้ทุกอย่าง แลกทุกความสุข

แคร์สุขทุกข์ของเขามากกว่าตัวเอง

...เจ้รักเพ็ชรมากจริงๆนะ...

ถ้าเพ็ชรมีชีวิต รับรู้ได้จริง

เพ็ชรคงรู้เรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องบอกแหงเลย

ก็นะ...เวลาผู้หญิงอินเลิฟ มันเห็นได้ชัดจะตายนี่นา

เสร็จจากธุระที่แบงค์

ก็ไปเดินเล่นที่ อมร อิเล็กทรอนิกส์

ตั้งใจว่าจะไปซื้อผ้าไมโครไฟเบอร์ผืนใหม่ให้เพ็ชร

ดันหมดซะงั้น!

เลยเดินเล่นดูมือถือเล่นๆแทน

ดูเผื่อไว้เท่านั้นแหละ

ก็แหม...เครื่องเดิมมันใกล้พังเต็มทีแล้วนี่นา

เฮ้อ...ทำไมเงินถึงได้ใช้ง่ายจังเลยนะ

สัญญากับตัวเองว่าถ้าได้งานใหม่จริงๆ

จะให้รางวัลตัวเองด้วย SE W810i สีขาว

มาเข้าคู่กันกับนุ้งเพ็ชรที่ร้ากกกกก อิอิ

คิดๆ ดู สงสัยจะกลายเป็น Material Girl เต็มรูปแบบ

อย่างที่เคยมีคนค่อนขอดเอาไว้แหงๆเลย

นึกย้อนไปถึงเรื่องเก่าๆแล้วก็น่าขำ

พูดไปจะมีใครเชื่อมั้ย

ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันเคยอยากมีบ้านสวนเล็กๆ

มีมุมเขียนหนังสือเงียบๆ

ขอแค่ได้อยู่กับใครคนที่ฉันรัก แค่นี้ก็พอใจแล้ว

ชีวิตคนเรานี่แปลกดีนะ

พอถึงวันที่อะไรมันเปลี่ยนไป

ชีวิตที่เหลือก็เปลี่ยนตามไปทั้งหมดเหมือนกัน

ไม่แน่เหมือนกันว่าที่เปลี่ยนแบบนั้นเพราะอะไร

หรือเป็นตัวเองที่รักมาก ผูกพันมากเกินไป

ถึงต้องเลือก 'ตัดใจ' ด้วยวิธีนี้

กลับถึงบ้านบ่ายสามเศษ

วันที่ไม่ต้องขัดถูดูแลน้องเพ็ชรด้วยตัวเองเนี่ย

เวลาเหลือเยอะดีจัง

นั่งว่างๆ แต่ไม่อยากทำงานเลย

ไอ้ไฟล์ที่เซฟกลับบ้านมาก็ไม่ได้เร่งด่วนอะไร

ทำไมฉันจะต้องมีความรับผิดชอบเกินเหตุด้วยล่ะ

ทำดีแค่ไหน...ก็ไม่มีคนเห็นอยู่แล้ว

ว่าแล้วก็เขียนนิยายดีกว่า

อากาศที่สวนหลังบ้านดีมาก

ป๊าเปิดเพลงฟังเพราะเชียว

เลยหอบคอม.ไปนั่งข้างสนามหญ้า

น้องๆล้างอ่างปลา ม๊าก็ให้ปุ๋ยต้นไม้ไปเรื่อย

เรานั่งเขียนหนังสือ แดดบางๆ ไล่สีอยู่ตรงขอบฟ้า

เสียงนกกาจิ๊บจั๊บ เพลงเบาๆลอยมาในอากาศ

...ทุกอย่างก็ดีพร้อม เพียงแค่ไม่มี 'เธอ' เท่านั้น...

เฮ้อ...นี่มันจะเป็นเพลงประจำตัวฉันไปอีกนานมั้ยนะ?

พอยุงเริ่มเยอะ ก็หนีเข้าบ้านมาเขียนหนังสือต่อ

ตั้งแต่ทำงานมา

เพิ่งจะรู้สึกว่าวันนี้ได้พักผ่อนจริงๆนี่แหละ

แวบไปเช็คเมลล์ของบริษัท ก็เลยออนเอ็มสักหน่อย

จำไม่ได้แล้ว

ว่าครั้งสุดท้ายที่ออนไลน์ในวันหยุดน่ะ...เมื่อไหร่กัน

ว่าแต่...วันนี้นึกยังไงก็ไม่รู้ถึงได้ออนไลน์

สำหรับบางเรื่อง...

มันอาจจะเร็วเกินไปมั้ง ถ้าจะหาคำตอบ!

ปรากฎว่าบล๊อกเรื่อง 'ผู้ชายเลวๆ'

ท่าจะโดนใจใครหลายคน

เพราะเคาน์เตอร์ยังขึ้นสูงจนน่าตกใจ

แปลว่ายังไงกันน๊า...

ยังไม่ทันได้ทำอะไรมากมายนัก

ก็มีคนทักมาทางเอ็มเอสเอ็น

อาจเพราะทุกวันนี้ซัฟเฟอร์กับความทรงจำเก่าๆไปเสียหมด

อยู่ๆ...เลยคิดว่าไม่ต้องจำหรอกว่า 'เพราะอะไร'

รู้แต่ว่า 'ยิ้มได้' ก็พอแล้ว

สงสัยจะอินเรื่องเพื่อนไม่หาย

พอมีคนมาเปิดประเด็นชวนคุยต่อ

เลยสวมวิญญาณนางมาร ด่าผู้ชายซะสาดเสียเทเสีย

ตลกดีนะ...คนเรา

ทำยังกับว่าถ้าด่าไอ้ผู้ชายคนนั้นมากๆ

แล้วเพื่อนจะเสียใจน้อยลงอย่างนั้นแหละ

...คนฟังก็นะ...ใจดี...

ไม่ขัดคอเลยสักคำ อยากด่าก็ไม่ห้ามด้วย

ดีแค่ไหนที่ไม่ผสมโรงมาด้วย

ไม่งั้นก็คงคิดว่าอีกฝ่ายแค่ 'อินเป็นเพื่อน' แหงๆ

คิดๆไปก็รู้ตัวนะว่าฉันน่ะมัน 'งี่เง่า' สิ้นดี

กรณีเดียวกันแบบนี้ ถ้าคู่สนทนาเป็น 'คนอื่น'

ถ้าเขาฟังเงียบๆ ก็คงหงุดหงิดหาว่าสร้างภาพเป็นคนดี

หรือถ้าหากผสมโรงก็อาจถูกเหน็บในใจอยู่ดี

ว่าพูดจาเอาใจกันเกินเหตุ

ความรู้สึกคนเรานี่แปลกจัง

วันที่อะไรมันเปลี่ยนไปแล้ว

จะพูด จะทำอะไรก็ขัดหูขวางตาไปหมด

ทั้งที่ 'ไม่เคย' เสียใจในสิ่งที่เคยทำเลย

แต่...คนคนหนึ่ง...กลับทำลายสิ่งดีๆได้เก่งมากๆ

มีคนเดียวจริงๆนะ

ที่ฉันอยากย้อนเวลากลับไป

เพื่อเรียกช่วงเวลาดีๆที่เคยมีร่วมกันคืนมา

ถ้าเพียงแต่ฉันจะรู้เท่านั้นเอง

ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะ 'ทำตัว' ได้ขนาดนี้

วันนั้น...อย่าว่าแต่ความรู้สึกดีๆเลย

แม้แต่หน้าต่างก็จะไม่แง้มให้โผล่เข้ามาทักทายกัน

แต่ก็นั่นแหละ...คนเราต้องโง่ ก่อนที่จะฉลาดเสมอ

ใครบางคนรอจนฉันระบายความโกรธแค้นจนหมด

แล้วเริ่มต้นเล่าเรื่องทริปของตัวเองให้ฟังบ้าง

ทั้งที่เมื่อกี๊ฉันยังด่าคนอย่างสะใจอยู่เลย

ทั้งที่ประโยคบอกเล่าของอีกฝ่ายก็ชวนสนุกแท้ๆ

แต่คงเพราะนึกภาพตามไปด้วยนั่นแหละ

ชั่วเวลาแค่วินาทีเดียว

ที่ความทรงจำบางอย่างกลับคืนมาอย่างไม่ต้องการ

...บางเรื่อง...ใครบางคน...

ฉันดึงตัวเองกลับมาจดจ่อกับบทสนทนาตรงหน้า

ขับไล่เรื่องราวบางอย่าง

ให้จมลงในหัวใจส่วนที่ลึกที่สุดอีกครั้ง

ไม่บ่อย...ที่ฉันยิ้มและหัวเราะได้พร้อมๆกันอย่างนี้

อาจเพราะบางคำ อาจเพราะบางคน

จะเพราะอะไรก็ช่าง

วันนี้ดีเกินกว่าจะนั่งเศร้าเพียงเดียวดาย

ฉันอดยิ้มให้ตัวเองอย่างครึ้มๆไม่ได้

แม้จะถูกขัดจังหวะการพูดคุย

ด้วยการต้องออกไปธุระข้างนอก

แต่ฉันก็ไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย

บางที...ลึกๆในใจฉันอาจจะกำลังคิดว่า

...เรายังมีเวลาคุยกันอีกตั้งเยอะ...

ก็เป็นได้

หาก...อิทธิพลของความรู้สึก 'ติดค้าง'

ยังคงตกหล่นอยู่ในใจ

...คุณดีกับผมจังเลย...

ประโยคเดิมๆ ที่ตอกย้ำซ้ำความรู้สึก

คล้ายจะพาดผ่านเข้ามาให้นึกถึงไม่รู้วาย

ทำไมฉันนึกไม่ออกสักที

ว่าฉันเล่าเรื่องไปเที่ยวคราวนั้นยังไงบ้าง

ทำไมใครคนเดิมจึงประทับใจและปลื้มมากขนาดนั้น

คงเพราะมั่นใจว่าหัวใจตัวเองแข็งแรงดีแล้ว

ฉันจึงรื้อ 'จดหมาย' บางฉบับมาอ่านอีกครั้ง

รู้สึกเหมือนเพิ่งจะไม่นานมานี้เอง

ที่เราทะเลาะกันด้วยเรื่องไร้สาระอย่างนี้

ผู้หญิงเจ้าชู้จอมแหย่ว่าจะไปเที่ยวกับเพื่อนกลุ่มใหญ่

แถมในจำนวนนั้นมีผู้ชายไปซะด้วย

ไม่รู้ว่าเพราะโกรธ หวง หรือว่ากลัว

ผู้ชายขี้เก็กที่ไม่ยอมพูดตรงๆออกมาสักที

ก็อ้อมแอ้มเอ่ยบางคำพูดให้ฟัง

คำพูดที่เหมือนเป็นสัญญาณบอกให้รู้

ว่านับจากวันนั้น

เขาจะมีตัวตนอยู่ในชีวิตของฉันอีกนานแสนนาน

จากจดหมายฉบับแรก

ฉันรื้ออ่านจดหมายอีกหลายๆฉบับอย่างอดไม่ได้

...พี่สัญญา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น...

...เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป...

ใครนะ...ใครกันกล้าสัญญาแบบนี้

อยากรู้จัง

มันเป็นสัญญาที่เขาไม่เคยคิดจะรักษาตั้งแต่แรกแล้วหรือเปล่า

หรือ...เขาก็แค่ 'ขี้ลืม' เหมือนฉัน

...ลืมไปแล้วว่าเคยสัญญาแบบนี้...

หรือไม่ก็...

...ลืมไป...ว่าเคยต้องพยายามแค่ไหน...

...กว่าเราจะรักกันได้ในที่สุด...

ฉันรู้สึกเหมือนตาจะพร่ามัว

ทั้งที่คิดว่าตัวเองทำใจได้แล้ว

หรือเพราะที่ผ่านมาหลอกตัวเองก็สุดเดา

หรือเพราะอากาศหนาวละลายความเข้มแข็งลงไป

จะเพราะอะไรก็ช่าง...

แต่ฉันจะไม่ร้องไห้หรอกนะ

ฉันจะไม่ร้องไห้ให้ผู้ชายที่ไม่รักฉันอีกต่อไปแล้ว!

ทำไมนะ...

ในความรักที่ 'เคยให้ไป'

ดูเหมือนมันจะไม่มีวันจืดจางได้เลยหรือ

ชาติก่อนเขาเคยรักฉันมากรึเปล่า

ฉันเคยให้เขารอ แล้วทำให้เสียใจครั้งแล้วครั้งเล่าใช่มั้ย

ดูเหมือนชาตินี้ให้ยังไงฉันก็ชดใช้ให้เขาไม่หมดสักที

สักวัน...รอให้ฉันกล้ากว่านี้ก่อนเถอะ

สักวัน...ฉันจะรักใครอีกคน

รัก...ให้มากกว่าที่เคยรักเขา

รัก...ให้นานกว่าที่เคยรักเขา

สักวัน...ต้องมีสักวัน...

...ฉันมั่นใจ...

Title : ไดอารี่สีแดง

Artist : ปราโมทย์ วิเลปะนะ

2006/Nov/12

หลังจากเรียนจบกันมา

พวกเราก็ห่างหายไปจากชีวิตของกันแทบจะสิ้นเชิง

บางคนไปเรียนต่อ อีกหลายคนยุ่งอยู่กับงาน

ที่ งานแต่งงานของใครบางคนในกลุ่มเมื่อต้นปี

เราจึงได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง

การพบกันครั้งนั้น

ก่อเกิดเป็นธรรมเนียมใหม่ประจำกลุ่ม

ที่เราจะ 'บังคับ' ตัวเองให้มาเจอกันทุกเดือน

อย่างน้อย...ก็จะได้ไม่ขาดการติดต่อกันไป

เหมือนที่มันเคยเกิดขึ้นตลอดห้าปีที่ผ่านมา

หลังจากไปบุฟเฟ่ท์ส้มตำที่โรงแรมหรูเดือนก่อน

คิวนี้...เป็นคาราโอเกะบ้าพลังไม่ไกลจากที่ทำงานของฉัน

เจ้าถิ่นจึงอาสาไปเฝ้าห้องก่อนตั้งแต่หกโมง

ปรากฎว่า 'เจ้าสาวเมื่อต้นปี' มาถึงพร้อมกับฉัน

โดยหนึ่งหนุ่มที่แล่นมาจากสุวรรณภูมิ

นั่งร้องเพลงนำหน้าไปก่อนตั้งแต่ยังไม่หกโมงดีแล้ว

เพลงที่ 'คนเคยเป็นเจ้าสาว' กดเลือกแต่ละเพลง

ทำเอาคนโสดในห้องแปลกใจบ้าง

แต่เราก็พยายามเข้าใจว่าเพื่อนคงจะ 'อินเทรนด์'

เหมือนที่เจ้าหล่อนเคยเป็นตลอดมาตอนสมัยเรียน

ยิ่งดึก เพื่อนยิ่งตามมาสมทบกันมากขึ้น

จนเรากรึ่ม เป็ปซี่ กันเต็มที่นั่นแหละ

จึงมีคนลุกไปปิดไฟ แล้วโดดขึ้นมาเต้นระเบิดกันแทน

คนร้องก็ร้องไป คนอื่นก็ตะเบ็งแหกปากไปตามเรื่อง

หกชั่วโมงที่ทั้งร้องทั้งเต้นจนเหนื่อย

จนคาราโอเกะปิดตอนเที่ยงคืนนั่นแหละ

เราจึงหันมาอัพเดทชีวิตกันแทนบ้าง

ถัดจากเรื่องเครียดๆ อย่างเรื่องงาน

ชีวิตรักจึงเป็นหัวข้อที่เพื่อนๆ อยากรู้

ในขณะที่ฉันขอบายหัวข้อนี้ เพราะไม่มีเรื่องอัพเดท

หลายคนทยอยเล่าเรื่องของตัวเองไปเรื่อย

จนถึงคิวของ 'คนไม่โสด' คนเดียวในห้อง

เธอนิ่งคล้ายจะตัดสินใจ

และในที่สุดเธอก็วางรอยยิ้มไว้บนหน้า

ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องด้วยประโยคง่ายๆแค่นี้...

...เราเลิกกับพี่เค้าตั้งเกือบครึ่งปีแล้วล่ะ...

สีหน้าสีตาที่นิ่งจนคนมองสะท้อนใจ

คงมีแต่คนที่เคยผ่านจุดของการสูญเสียอย่างที่สุดมาแล้วเท่านั้น

จึงจะ กำหนด ความรู้สึกให้เรียบเฉยได้เพียงนี้

หลายคนยังคิดว่าตัวเองฟังผิด

'เธอ' จึงย้ำอีกครั้งด้วยเสียงเรียบๆแบบเดิม

...ตอนแต่งงานฉันก็คิดเหมือนผู้หญิงคนอื่นแหละ...

...อยากมีครอบครัว มีชีวิตแต่งงานที่มีความสุข...

...เค้ากลับตัวแล้ว เขาคงจะไม่ทำให้ฉันเสียใจอีก...

...ตลอดเวลาที่เค้ากลับมา...

...เค้าดีจนเหมือนจะชดเชยที่เคยทิ้งเราไปหาคนอื่น...

...ตอนที่เค้าขอแต่งงาน เราถึงได้ตอบตกลงไป...

ฉันย้อนนึกถึงหลายๆคำพูดที่เธอเคยเปรยให้ฟัง

ท่าทางแปลกๆเวลาพูดถึง 'คนทางบ้าน'

กิริยาไม่แยแสสิ่งใดที่เธอแสดงออก

รวมไปถึงอาการติดเพื่อนผิดวิสัยคนแต่งงานแล้ว

นี่เอง...เหตุผลทั้งหมดชัดเจนขึ้นตอนนี้เอง

...ไม่อยากจะทนกันต่อไป...

...ผู้ชายคนนี้โกหก ไม่เคยพูดความจริงเลย...

...พวกแกเชื่อมั้ย เค้าเคยแต่งงานแล้วก็หย่ามาแล้ว...

...ฉันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย เค้าไม่เคยพูดเลยสักคำ...


เรื่องราวตั้งแต่ต้นทยอยกันออกมาจากปากของเธอ

เสียงเรียบ เอ่ยทุกคำมั่นคง ไม่เครือสักนิด


...ผู้หญิงคนนั้นเป็นเด็กที่ทำงาน...

...ทั้งรู้ว่าพี่เค้ามีครอบครัวแล้ว...

...มันก็ยังกล้าพูดว่า 'มันจะเอา'...

...ถ้าเค้าพูดสักคำ แสดงสักนิดว่ารักฉัน...

...ฉันคงไม่ทำแบบนี้หรอก...

...แกรู้มั้ย...ตอนฉันเข้าโรงพยาบาล...

...คนที่เคยบอกว่ารักฉัน มันไม่เคยมาแยแสสักนิด...

...โน่น...มันพาเด็กคนนั้นไปเที่ยวต่างจังหวัด...

...ถ้าทำกันได้อย่างนี้จะอยู่กันไปทำไม...

ฉันต้องรวบรวมความกล้าไม่น้อย

ที่จะลุกไปนั่งข้างๆ และกอดเธอเอาไว้แน่นๆ

เพื่อนบีบมือฉันนิดเดียว

ก่อนจะยิ้มมั่นใจให้พวกเราทุกคนอีกครั้ง

...เราโอเคนะ คงเพราะรู้ระแคะระคายมานานแล้ว...

...ตอนที่ตัดสินใจเลิก ไม่ได้ร้องไห้เลยสักนิด เชื่อมั้ย...

ฉันว่าฉันฟังไม่ผิดหรอก...

ว่าเธอพูดประโยคต่อไปด้วยท่าที 'ไม่ใส่ใจ' ใดใดทั้งสิ้น

...พี่เค้าต่างหากที่ร้องไห้...

...ฉันไม่ร้องเลยนะแก น้ำตาฉันไม่มีเหลือไว้ร้องไห้แล้ว...

ชายหนุ่มในกลุ่ม คนซึ่งปกติแล้วอารมณ์ดีตลอดเวลา

เป็นครั้งแรกที่เราทุกคนเห็นเขาโกรธ

...มันมาทำอย่างนี้กับเพื่อนเราได้ยังไง...

บรรยากาศในห้องเหมือนจะหม่นมัวลงทุกที

...ใช่...เพื่อนเรา เรารักของเรากันมานาน...

...ผู้ชายคนนั้นมันถือว่าตัวเองเป็นใคร...

...มาทำให้เพื่อนเราต้องเสียใจอย่างนี้...

ยิ่งเรื่องราวที่เล่าออกจากปากเพื่อนมากเท่าไหร่

ความเลวของผู้ชายอีกคนหนึ่งก็ยิ่งทบทวีเท่านั้น

เพื่อนสาวคนเคยมองโลกในแง่ดีของพวกเรา

คนที่คำน้อยไม่เคยด่าใครแม้แต่คนเดียว

ยังคงพูดถึงผู้ชายคนที่เธอ 'รักจนถึงทุกวันนี้'

...เค้าน่าสงสาร...

ไม่ใช่แค่น่าสงสาร

ฉันกลับคิดว่าเขาเป็น 'คนโง่ที่น่าสมเพช' ต่างหาก

ใช่...คนโง่ที่มองไม่เห็นความรักที่มีแต่ให้

คนไร้สมองแบบนั้น สมควรแล้ว

ที่จะต้องสูญเสียผู้หญิงที่ดีที่สุดในชีวิตไป

ใครๆ ชอบบอกว่าเวลามีคนกลับตัว

ต้องให้โอกาสเขาบ้าง

แต่...เราทุกคนอาจจะอยู่ในโลกที่ดีเกินไป

เราจึงแทบไม่เชื่อหู

เมื่อ 'ผู้ชายคนนั้น'ไม่มีแม้แต่ความสำนึกในสิ่งที่ทำไว้

นอกจากจะพาผู้หญิงอื่นเข้าไปที่คอนโดของเพื่อนฉัน

มันยังมีหน้ากลับมาขอรถที่เพื่อนฉันเป็นคนซื้ออีกด้วย

คนที่กล้าใช้ความรักของผู้หญิงคนหนึ่ง

มาเป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อให้ได้ทุกสิ่ง

หัวใจเขา...ทำด้วยอะไรกัน

หรือการทำดีอาจจะเป็นเรื่องยากจริงๆ

เพราะคนบางคนมันเลวได้ไร้ขีดจำกัดอย่างเหลือเชื่อ

ทุกวันนี้เพื่อนทำบุญใส่บาตรสม่ำเสมอ

เราทุกคนอดซึมไม่ได้

เมื่อต้องทำความเข้าใจว่า

ผู้หญิงที่เคยสดใสมีอนาคตคนหนึ่ง

กลับต้องมีสถานะภาพใหม่ติดตัว

เพียงเพราะผู้ชายชั่วๆ ที่เห็นแก่ตัวคนนั้น

เรายังยิ้มให้กันก่อนแยกย้าย

คำพูดสุดท้ายที่ฉันบอกกับเพื่อน

...ชาติก่อนแกอาจจะทำอะไรเค้าเอาไว้เยอะ...

...คิดซะว่าชาตินี้เรามาชดใช้ให้เค้าละกัน...

เพื่อนยังหัวเราะตอนฟังจบ พร้อมกับพยักหน้าเห็นด้วย

...ขอให้มันหมดจริงๆเหอะว่ะ...

เราไม่ได้กอดลากันด้วยซ้ำ

แต่เราทุกคนรู้ดี...

เราได้สูญเสียเพื่อนผู้แสนอ่อนโยนไปแล้ว

และวันนี้...ความทุกข์ได้หล่อหลอมให้เธอ

เป็นผู้หญิงแกร่งอีกหนึ่งคน

ที่พร้อมจะเดินไปข้างหน้าเพียงลำพัง

เพราะเธอรู้ดีว่า...

เธอเคยอยู่คนเดียวมาได้บนโลกใบเดิม

จะไปยากอะไร...ที่จะต้องใช้ชีวิตที่เหลือให้ได้

...เพียงลำพัง...

...อีกครั้ง...

ระหว่างขับรถกลับบ้าน

ฉันอดคิดไม่ได้...สำหรับผู้หญิงเรา

คงไม่มีใครอยากมีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว

แต่...บางครั้ง...กับบางคน

การอยู่คนเดียว...อาจจะดีกว่า

เพราะการอยู่กับคนที่ 'เรารัก'

ไม่เหมือนการได้อยู่กับคนที่ 'รักเรา'

และความหมายของสองคำนี้

ก็ต่างกันสุดฟ้าไกล

ฉันยังเชื่อว่าทุกคนเกิดมาเพื่อเรียนรู้คำว่า 'รัก'

แต่กับใครอีกหลายคน

เราอาจจะถูกเลือกให้เกิดมา

...เพื่อรัก...หรือ...ถูกรัก...

เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง...เท่านั้นเอง

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

UP : ยิ้ม...อธิบายความหมายของคำว่า 'เพื่อน'

ได้มากกว่าคำพูดไหนๆ

...ขอโทษ...ที่ไม่ได้เล่าให้ฟังตั้งแต่แรก...

...ไม่ใช่ว่าฉันไม่ไว้ใจพวกแกนะ...

...ฉันแค่ไม่อยากให้พวกแกเป็นห่วง...

โดยเฉพาะอาการโกรธเคืองของชายหนุ่มประจำกลุ่ม

ก็ยิ่งทำให้เราทุกคนอุ่นใจได้ว่า

...ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น...

...ที่ตรงนี้จะมีคนที่รักและห่วงใยเรา...เสมอ...

UP : ตะเบ็งร้องเพลงกันจนเจ็บคอ

ตั้งแต่สุนทราภรณ์จนมาถึงโฟร์-มด เลยทีเดียว

ขำตอนอินโทรเพลงคุณลำไยขึ้น

พวกเราเผลอกระโดดขึ้นโซฟาเซิ้งกันเต็มสตรีม

ไว้ลายสถาบันกันเต็มที่เลย อิอิ

UP : เสียงโหวตส่วนใหญ่รีเควสขอไปแดนซ์คราวหน้า

คุณๆ ที่นี่แนะนำหน่อยค่ะ

ว่าควรจะไป 'ติ๊ดชึ่ง' ที่ไหนกันดี

เอาแบบว่าเปิดเพลงเพราะๆ - ไม่มั่วสุม

ดูเป็นผู้ใหญ่นิดๆ แล้วก็ไม่ต้องระวังเหยียบติงใครด้วยนะคะ :P

ส่วนเรื่องความปลอดภัย หายห่วงได้เลยค่ะ

เพราะเรามีผู้ชายในกลุ่มพร้อมจะไปเป็นบอดี้การ์ดอยู่แล้ว

(หรือจะมีหนุ่มคนไหนอาสาไปดูแลฉันเป็นการพิเศษมั้ยคะ ฮา...)

UP : ขับรถกลับบ้านตอนตีหนึ่ง...คนเดียว

ปิดแอร์ เปิดซันรูฟ ไขกระจกนิดๆ

ฟ้ามืด หมอกจาง ลมเย็น ท้องถนนร้างไร้ผู้คน

โลกเหมือนจะสงบ นิ่ง

แล้วฉันก็ได้รู้ว่า

...บางเวลาความสุขก็อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด...

Down : ทำไมเรื่องแบบนี้

ต้องมาเกิดกับเพื่อนเรา?

Down : หลังจากฟังเรื่องของเพื่อนจบ

ฉันว่าฉันเริ่ม 'กลัว' ความรักอีกแล้วล่ะ - -''


Title : โลกใบเดิม

Aritst : ธงไชย แมคอินไตย์

เธอ : แกหาเพลงโลกใบเดิมของพี่เบิร์ดให้หน่อยดิ๊

ฉัน : อะไรวะ ทำไมแกร้องแต่เพลงเศร้าๆ ฉันสิวะที่ต้องร้อง

เธอ : เฮ้ย...เพลงเนี้ย ชีวิตฉันเลยนะเว้ย

ณ วินาทีนั้น...ฉันไม่เคยคิดเลย

ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

เราจะต้องได้รับรู้ความจริง...ที่น่าเจ็บปวดขนาดนี้...

. . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . .

ฉันเคยเข้าใจว่าเธอน่ะเป็นทุกอย่าง

เมื่อมาวันหนึ่งเธอแยกทาง จึงไม่เหลืออะไร

ไม่มีอะไรที่ดีอีกแล้ว ก็คงเหมือนโลกแตกไป

ไม่มีวัน ไม่มีวัน เป็นอย่างเคย...

ไม่รู้ว่าจมอารมณ์อยู่นานเท่าไหร่

แต่ได้ยินเสียงนกไกล ๆ ยังเป็นเสียงเดิมเลย

และดวงตะวัน ก็ยังส่องแสง อยู่บนยอดไม้อย่างเคย

ก็เลยได้เห็น ก็เลยได้รู้ ได้ลอง คิดใหม่

นี่โลกใบเดิม มันก็ยังหมุน อย่างเดิม ตามที่เคยเห็น

คนๆ นั้นคนเดียว ก็แค่คนเดียว ไม่เห็นเป็นไร

และโลกของฉัน มันก็ยังหมุน และวันนี้ ฉันก็ยังไม่ตาย

ต้องมีเรื่องใหม่ๆ ต้องพร้อมหัวใจ ให้พร้อมเจอ

ผู้คนที่รายรอบตัวก็มีมากมาย

เพื่อนที่คอยช่วยให้แรงใจ ยังมีให้พึ่งพา

ฉันมัวไปจมกับคนแบบนั้น ไม่มีใครในสายตา

แต่มาวันนี้ ก็เลยได้รู้ ได้ลอง คิดใหม่

นี่โลกใบเดิม มันก็ยังหมุน อย่างเดิม ตามที่เคยเห็น

คนๆ นั้นคนเดียว ก็แค่คนเดียว ไม่เห็นเป็นไร

และโลกของฉัน มันก็ยังหมุน และวันนี้ ฉันก็ยังไม่ตาย

ต้องมีเรื่องใหม่ๆ ต้องพร้อมหัวใจ ให้พร้อมเจอ

นี่โลกใบเดิม มันก็ยังหมุน อย่างเดิม ตามที่เคยเห็น

คนๆ นั้นคนเดียว ก็แค่คนเดียว ไม่เห็นเป็นไร

และโลกของฉัน มันก็ยังหมุน และวันนี้ ฉันก็ยังไม่ตาย

ต้องมีเรื่องใหม่ๆ ต้องพร้อมหัวใจ ให้พร้อมเจอ

ต้องมีเรื่องใหม่ๆ ต้องพร้อมหัวใจ ให้พร้อมเจอ....